หลุมพลางประกันชีวิต

posted on 24 Oct 2008 10:01 by neolive in Money
     การตลาดใหม่ๆ ของบริษัทประกันชีวิตยุคนี้ คงไม่พ้นเน้นเรื่องการลงทุนและผลตอบแทน ยิ่งจะสิ้นปีแบบนี้..ก็จะมีเรื่องลดหย่อนภาษีตามมาด้วย อ้าว!! แล้วมันเกี่ยวอะไรกับหลุมพลางล่ะ โชคดีอย่างหนึ่ง...ที่ผมเคยพัฒนา Software ให้สถาบันการเงินมาก่อน เลยพอรู้เรื่องเงินๆ ทองๆ อยู่บ้างเล็กน้อย และก็โชคดีอีกอย่างที่เคยผ่านกรณีบริษัทประกันชื่อดังแห่งหนึ่งหาข้ออ้างที่จะไม่จ่ายเงินคุ้มครองแบบที่เคยคุยเอาไว้ตอนมาขาย โดยอาศัยช่องโหว่ทางเอกสาร กฏหมาย และอิทธิพลการแทรกแซงโรงพยาบาลที่ร่วมธุรกิจอยู่ด้วย(ก็ รพ. ที่รับเคลมประกันกับบริษัทเค้าแหละครับ) งั้นลองมามองในมุมของผมดูมั๊ยครับว่า "หลุมพลาง" มันอยู่ตรงไหนบ้าง 
  • ส่งเงินไม่ครบตามกำหนดโดนยกเลิกสัญญาและได้เงินคืนไม่ครบนะ..จะบอกให้ ก่อนทำประกันควรดูกำลังของตัวเองก่อนว่าส่งไหวมั๊ย...รู้มั๊ยครับ ถ้าวันนึงเกิดพ่อแม่พี่น้องหรือคนที่เรารักซักคนป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล จนทำให้เราต้องเจียดเงินที่เดิมเอาไว้ส่งประกันฯ มาเป็นค่ารักษา ทำให้เราต้องขาดการส่งเงินบริษัทประกันฯ จนต้องถูกยกเลิกสัญญา หรือ เราอาจยกเลิกสัญญาซะเอง...ข้อตกลงที่พนักงานขายประกันฯ เคยบอกเราต้องเป็นอันยกเลิก เงินที่เคยส่งไปได้คืนมาก็จริง...แต่โดนหักโน่นหักนี่..นับไปนับมา ได้น้อยกว่าเงินทั้งหมดที่เราส่งไปอีกนะ แถมถ้าเราส่งช้ากว่ากำหนด...มีค่าปรับอีกแน่ะ..เดือนไหนจะส่งช้าต้องโทรไปแจ้ง เหมือนเราเป็นหนี้ยังไงไม่รู้เนอะ 
  • มองในมุมของการลงทุน..คุ้มจริงเหรอ บางคนตัดสันใจซื้อประกันเพราะจุดมุ่งหมายในการลงทุนเพื่อผลตอบแทนในอนาคต แต่อาจขาดหลักพื้นฐานของการลงทุนไปบ้าง หรือ ลืมไปชั่วขณะกับคำพูดและข้อเสนอที่เย้ายวนใจของพนักงานขาย ส่วนมากในช่วงของการส่งเงินประกัน ช่วงหลังๆ ของชีวิต..เราจะได้เงินทยอยคืนมาถูกมั๊ยครับ ตอนนั้นเราอาจลืมบอกอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้นทุกปี ผมเฉลี่ยให้ปีละ 2% เลยอ่ะ...เราอาจลืมภาวะราคาน้ำมันหมดโลกทำให้ข้าวของแพงขึ้น เราอาจลืมสิ่งไม่คาดฝันต่างๆ อย่างการเมือง ภัยธรรมชาติ น้ำแข็งขั้วโลกละลาย หรือโรคระบาด ที่มีผลต่อค่าครองชีพในอนาคต เงินที่ทะยอยคืนเราอีก 10 ข้างหน้า(ผมสมมุติว่าอีก 10 ปีจะได้คืนบางส่วนนะครับ) ถ้ามองมูลค่าในปัจจุบันอาจจะดูมากก็จริง แต่อีก 10 ปีล่ะ (ลองใช้สูตร Pressent Value(NPV) หาดูสิครับ...ใครไม่ทราบถามนักบัญชีได้..หรือมองง่ายๆ ก็เทียบกับราคาก๋วยเตี๋ยวตอนนี้กับเมื่อ 10 ปีที่แล้วก็ได้..แล้วคิดต่อว่าอีก 10 ปีข้างหน้ามันจะชามเท่าไหร่) ถึงเวลานั้น..เงินที่ได้คืนอาจมีมูลค่าน้อยนิดก็เป็นได้..(เงิน 5,000 บาทเมื่อ 10 ปีที่แล้วซื้อของได้เยอะแยะ แต่ตอนนี้ล่ะ...เข้า Lotus ไม่กี่รอบก็หมดแล้ว) สรุปก็คือ...ถ้าคิดจะซื้อประกันเพื่อการลงทุน(มองความคุ้มครองเป็นเรื่องรอง) ล่ะก็ ผมแนะนำให้ลงทุนอย่างอื่นในสถาบันการเงินจะดูคุ้มกว่านะครับ..ว่ามั๊ย
  • ถ้าจะซื้อประกันควรกรอกเอกสารเองตามความเป็นจริง ตอนเราซื้อประกัน..ส่วนมากพนักงานขายประกันจะบริการกรอกเอกสารให้เราแบบ..นั่งเฉยๆ แล้วรอเซ็นอย่างเดียว รู้มั๊ยครับ...การกระทำแบบนี้ทำให้เราซึ่งเป็นลูกค้าหรือลูกหลานเราผู้ได้รับผลประโยชน์แทนอาจจะไม่ได้รับเงินตามข้อตกลงเลยก็ได้ เพราะพนักงานขายใหม่ๆ หรือพนักงานขายเก่าๆ ที่มองแต่ยอดขายอย่างเดียว เค้ามีวิธีกรอกเอกสารให้ผ่านการอนุมัติจากส่วนกลาง โดยข้อมูลบางอย่างอาจจะใช้คำว่า "หยวนๆ" เช่น เคยเป็นแผลเป็นเรื้อรังมาก่อนหรือไม่, มีญาติพี่น้องเป็นมะเร็งจนเสียชีวิตหรือปล่าว, ทำงานในที่สุ่มเสี่ยงมั๊ย ... 90% พนักงานขายประกันฯ จะตอบแทนให้ว่า "ไม่" ทั้งหมด เพื่อส่วนกลางจะได้อนุมัติขายได้ง่ายๆ โดยแจ้งกับลูกค้าว่า "เค้าไม่ค่อยดูหรอกตรงนี้อ่ะ...เดี๋ยวก็ต้องมีตรวจร่างกายอีกทีอยู่ดี" การตรวจร่างกายของบริษัทประกัน เป็นการตรวจแบบเบื้องต้น  "ไม่สามารถตรวจหาเซลล์มะเร็งได้" ต่อมาถ้าเราเป็นมะเร็งจากแผลเดิมๆ ที่เรามีอยู่ เช่น ฝี, แผลเป็น เป็นต้น ใช่ครับ..เราเองก็ไม่รู้ แต่ถ้าแพทย์วินิจฉัยว่า "แผลเหล่านั้น เกิดขึ้นก่อนที่เราจะทำประกันฯ" ล่ะก็...คดีจะพลิกเป็น "เราทำประกันเพราะหวังเงินประกัน" ทันที...และใบวินิจฉัยแพทย์ (OPD Card) ก็จะหายสาบสูญไปอย่างรวดเร็ว
          ทั้งหมดทั้งสิ้นนี้...ผมไม่ได้บอกว่าการทำประกันไม่ดีนะครับ มันก็เป็นหลักประกันอีกอย่างสำหรับเรา(ประกันสุขภาพ) และทุกคนที่เรารัก แต่ที่ผมนำเสนอคือมุมมองอีกมุมหนึ่งที่เราจะไม่มีทางทราบจากปากของพนักงานขายประกันฯ เลย(พนักงานขายประกันฯ บางคนเองยังไม่รู้ด้วยซ้ำ) สิ่งที่อยากบอกคือ ก่อนจะติดต่อพูดคุยกับพนักงานขายประกันฯ เราควรศึกษามาบ้าง จะได้มีทั้งด้านดีและไม่ดี(หยิน-หยาง) ถ้าเราจะตัดสินใจอะไรลงไป..ลองก้มมองตัวเองนิดนึง มองว่าสถานะการเงินของเราถ้าจะมีภาระต้องส่งประกันด้วยจะไหวมั๊ย...และไหวจนตลอดรอดฝั่งหรือป่าว(มันหลายปีอยู่นะ) และวิเคราะห์จากทุกๆ ด้านของสิ่งที่เราอยากได้จากประกันตัวนี้ว่าคุ้มมั๊ย ไม่ใช่รับฟังแต่ส่วนดีของมันมาเพื่อตัดสินใจเท่านั้น...

edit @ 24 Oct 2008 10:03:28 by BlackWriting

edit @ 24 Oct 2008 10:03:54 by BlackWriting

edit @ 24 Oct 2008 10:05:02 by BlackWriting

Comment

Comment:

Tweet

รู้ทั้งรู้ แต่ทำไปแล้ว

เพื่อลดภาษีรายปี ไม่รู้คิดถูกคิดผิด เห้อ

#3 By mAriSa_NaNa on 2008-11-12 19:49

tongue

#2 By Shuu Exteen on 2008-11-11 13:08

การประกันภัยเป็นการเสียค่าใช้จ่ายเพื่อกระจายความเสียหายที่อาจเกิดขึ้นจากความเสี่ยง, หากคิดว่าเราไม่อยู่ในกลุ่มเสี่ยง ก็ไม่คุ้มค่าที่จะลงทุนในด้านนี้, เพราะผลตอบแทนที่ได้จากประกันภัย มากกว่าธนาคารแค่นิดหน่อย, แต่มีข้อแม้และกฏระเบียบมากกว่ามาก ,,
,,
ประกันชีวิต, คิดว่าเราจะป่วยไหม?, บ่อยแค่ไหน? ,,
ประกันภัยรถยนต์, คิดว่าเราขับรถเป็นอย่างไร?, คนอื่นๆในชุมชน? ,,
ประกันอาชีพ, องกรณ์ที่ทำอยู่มั่นคงไหม?, เราทำงานดีแค่ไหน? ,,
ประกันอัคคีภัย, บลาๆๆ ...
,,
ความคุ้มค่า อยู่ที่ความเสี่ยงของแต่ละคน ,, ซึ่งไม่เท่ากัน ,,

surprised smile

#1 By indy on 2008-10-24 15:16