การทำงานระบบทีม

posted on 20 Oct 2008 09:50 by neolive in Management
มเคยทำงานในองค์กรเล็กๆ มาหลายปี ส่วนดีขององค์กรเล็กๆ ก็เห็นจะเป็นการร่วมงานกันเป็นทีมนี่แหละ มีคนเคยบอกผมนะ..ว่า "ทำงานเป็นทีม...ก็แค่แบ่งๆ กันทำ แบ่งงานกันไป แล้วไปหาอ่านเอา...ก็แค่นั้น" ประโยคนี้ผมได้ยินก่อนที่ผมจะเข้าทำงานแบบทีมเวิร์คจริงจัง หลังจากที่เข้ามาทำแล้ว...มันไม่ใช่เลยครับ อ้าว!! แล้วการทำงานแบบทีมเวิร์คจริงๆ เค้าทำกันยังไงล่ะ??
ประสพการณ์ที่ผมจะเอามาเล่าให้ฟังนี้..เป็นแบบปฏิบัติของทีมงานในบริษัทในเมืองหลวงของเรา ซึ่ง 95% จะเป็นแบบนี้นะครับ...การยกตัวอย่างของผม จะมองงานเปรียบเสมือนการเดินทางที่ต้องใช้เวลา ทักษะการแก้ปัญหา อุปสรรค์ระหว่างทางและความพยายามเพื่อแก้ปัญหา โดยมีเป้าหมายของงานคือจุดสิ้นสุดของการเดินทาง มาดูกันครับ
1. ทีมงานหนึ่งจะมีจำนวณคนไม่มาก ประมาณไม่เกิน 20 คน

2. ในทีมงานจะมี 1 คนที่เป็นผู้จัดการ ... ซึ่งผู้จัดการนี้ มีหน้าที่สำคัญมากๆ ดังนี้ครับ...
 2.1 ต้องวิสัยทัศน์ในงานนั้นๆ ดี..เป็นคนที่มองถึงภาพรวม..คิดแนวทางวางแผนการแก้ปัญหาที่คาดว่าจะเกิดในอนาคต
 2.2 เป็นคนที่มี Power กรณีมีการประชุมระหว่างฝ่าย สังเกตุง่ายๆ นะครับ..ทีมไหน ผจก. Low Power ลูกทีมมักจะงานโหลด เพราะฝ่ายไหนขออะไรมา..พี่แกเล่นรับไว้ซะทุกเรื่อง ใครอยู่ในทีมนี้ก็ต้องปลงแหละครับ...ถือซะว่าบำเพ็ญตนเพื่อหลุดพ้นก็แล้วกัน
 2.3 พูดรู้เรื่อง..พร้อมที่จะบี๊บ หรือ ชี้ทางเดินเริ่มต้นให้กับลูกทีมใหม่ๆ ได้เสมอ ไอ้คำว่าพูดรู้เรื่องของผมก็คือ พูดให้คู่สนทนาเข้าใจเรื่องที่เราพูด โดยไม่ต้องใส่ศัพท์ที่ช่วยเสริมประโยคของเราให้ดูฉลาดขึ้น (แรงไปมั๊ยเนี่ย)  เพราะคนเพิ่งเข้ามาใหม่...อาจจะยังไม่เข้าในในศัพท์เฉพาะบางอย่าง หรือ ไอ้ศัพท์เฉพาะที่หลุดออกมา ความหมายมันอาจจะทำให้เข้าใจไปอีกอย่าง ...สุดท้ายงานก็ไม่เดิน
 2.4 มีความคิดที่เป็นระบบ 1-2-3 ....งงมั๊ยครับ?? มันก็เหมือนการจับปัญหาทั้งหมดมาแยกเป็นเรื่องๆ จับกลุ่มให้อยู่ด้วยกัน จัดอันดับความสำคัญ วางแผนและวิเคราะห์แนวทางการแก้ปัญหาเป็นจุดๆ สุดท้าย...ก็แจกงานให้ลูกทีมพร้อมแนวทางการแก้ปัญหาเบื้องต้น ... ฟังดูเหมือนยากใช่มั๊ยครับ ...เท่าที่ผมเจอมา ผกจ. 90% เป็นแบบนี้ ส่วนทีมที่มี ผกจ. 10% ที่เหลือ...ลูกทีมมักจะแก้ปัญหาได้เก่งกว่า ผจก. และมักจะลาออกก่อนเวลาอันควร
 2.5 จะไม่มีวันปล่อยให้ลูกทีมวิ่งหัวชนกำแพงแก้ปัญหาตามลำพัง จุดเริ่มต้นของงานจะมาจาก ผจก. ถูกมั๊ยครับ..แนวทางการทำงานเบื้องต้นหรือทางเดินเริ่มต้นเพื่อไปถึงจุดหมายก็ต้องถูกชี้โดย ผจก. ใช่มั๊ยครับ...แล้ววันนึง ลูกทีมกรุยทางไปตามทางเดินที่ ผจก. บอกไว้แล้วเกิดเจอปัญหาเท่ากำแพงหินใหญ่ๆ กว้างๆ เข้าให้ล่ะ จริงๆ แล้ว...ผกจ. จะมีคุณสมบัติอันหนึ่งติดตัวเสมอ..นั่นคือประสพการณ์ในการมองปัญหาแบบแยกย่อย..บางทีกำแพงหินที่เจออาจข้ามไปลำบาก..ต้องใช้เวลาเยอะ...แต่!! อาจมีทางอื่นให้เดินอีก...อาจต้องใช้เวลาในการเดินทางเพิ่มแต่ก็รู้เวลาถึงที่หมายที่แน่นอน...หรือ ผจก.อาจมีแนวทางการทำลายกำแพงที่ลูกทีมไม่รู้หรือมองไม่เห็นก็เป็นได้เพราะการทำงานเป็นทีมส่วนใหญ่ ผจก. จะบอกกับลูกทีมเสมอว่า... "ปัญหาอะไรก็แล้วแต่ ที่แก้ด้วยตัวเองไม่ได้ภาพใน 20-30 นาที ให้รีบกลับมาถามมาเล่าให้ฟัง" เพราะ ผจก. จะเป็นบุคคลที่มีมุมมองที่กว้างกว่า...มีความคิดการวางแผนแก้ปัญหาที่เป็นระบบกว่าลูกทีมเสมอ ที่บอกให้ลูกทีมมาปรึกษา..ไม่ใช่เพื่อจะแก้ปัญหาให้เค้า แต่เป็นการชี้ทางเดินใหม่ๆ ให้ หรือ แนะนำบอกเทคนิคเพื่อแก้ปัญหาที่เค้าเจอเล็กๆ น้อยให้เค้าไปลุยต่อนั่นเอง

3. ลูกทีม..ก็มีหน้าที่สำคัญมากๆ ดังนี้ครับ...
 3.1 มีความคิดที่เป็นระบบอยู่ระดับนึง..ย่อยปัญหาเล็กได้ด้วยตัวเอง
 3.2 ถ้าแก้ปัญหาไม่ได้ภายใน 30 นาที..เพื่อนมี..ลองถามเพื่อนข้างๆ ดูว่าเคยเจอ Case นี้มั๊ย...นายมี...กลับไปถามนายเลยว่าจะทำไงต่อไปดี
 3.3 พึงระลึกไว้เสมอว่า...เราเป็นส่วนหนึ่งของทีม..เราช้าทีมช้า...เราพังทีมพัง...เราสำเร็จทีมก็สำเร็จไปด้วย
 3.4 พึงระลึกไว้เสมออีกอย่างว่า...เราอยู่ส่วนไหนของทีม...เราแก้ปัญหาได้แค่ไหน
 3.5 พึงระลึกไว้เสมออีกอย่างว่า(อันนี้สำคัญเลย)...เรามีเจ้านายไว้ใช้ เค้าจะต้องแก้ปัญหาหรือหาแนวทางให้เราได้เสมอ เพราะ ผจก. เป็นคนมีความรู้ มีวิสัยทัศน์ และองค์จ้างเค้ามาแพงๆ เพื่อมาแก้ปัญหาที่พวกลูกทีมแก้กันไม่ได้ ถ้าปัญหาไหนคิดว่าเกินตัว...ส่งให้ ผกจ. ได้เลย...อย่างน้อยเค้าอาจถามเพื่อนๆ เก่งๆ ของเค้ามาชี้ทางสว่างให้เราได้
ทั้งหมดที่เขียนมา...เป็นเพียงประสพการณ์การทำงานเป็นทีมที่ต้องแข่งกับเวลา..แข่งกับสภาวะเงินเฟ้อและสภาพคล่องทางการเงิน ที่ผมเคยผ่านมาเท่านั้น...เห็นว่ามีประโยชน์เลยเอามาเล่าให้ฟังกัน เพราะปลายทางของความสำเร็จ...ไม่ได้อยู่ที่คนใดคนหนึ่ง หากอยู่ที่การร่วมมือกันต่างคนต่างความสามารถต่างมุมมอง เพื่อจุดมุ่งหมายเดียวกัน...

edit @ 20 Oct 2008 09:58:47 by BlackWriting

edit @ 20 Oct 2008 09:59:26 by BlackWriting

Comment

Comment:

Tweet