เรื่องที่ถูกหยิบมาถกกันมากที่สุดในวงสนทนาของผู้ชาย (โดยเฉพาะวงเหล้า ^-^) คงหนีไม่พ้นเรื่อง "จะเข้าใจผู้หญิงได้ยังไง?" ไม่ใช่ว่าผู้ชายจะมานั่งจับกลุ่มวิพากวิจารผู้หญิงหรอกนะครับ...แต่จุดประสงค์ที่แท้จริงก็คือ..."ทุกคนอย่างเข้าใจผู้หญิง..เข้าคนที่ตัวเองรัก" ..ต่างหากล่ะ
แต่สุดท้าย...ก็ไม่ได้คำตอบซักที มันจะมีคำตอบได้ยังไงล่ะครับ เพราะบางอย่างที่ผู้หญิงทำ...เค้ายังไม่รู้เหตุผลด้วยซ้ำว่าทำไปทำไม ใช่ครับ...เพราะฮอล์โมลเพศหญิงจะต้องถูกหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโตด้วยความรู้สึกและจินตนาการซึ่งเป็นสมองซีกขวาซะส่วนใหญ่ ต่างจากฮอล์โมลเพศชายที่ถูกหล่อเลี้ยงให้เจริญเติบโตด้วยเหตุผลซึ่งเป็นสมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้น...ถ้ามานั่งถกกันด้วยเหตุผล...ก็คงไม่มีวันไหนจะได้คำตอบหรอกใช่มั๊ยครับว่า "จะเข้าใจผู้หญิงได้ยังไง?"
แต่มีอย่างนึง...ที่ผู้หญิงมีเหตุผลรองรับ...และสามารถอธิบายด้วยความรู้สึกออกมาได้ "จับมือ" ไงครับ...
รู้มั๊ยครับ...เมื่อก่อนผมคิดยังไง
"เวลาจะเดินไป..ทำไมต้องมาคอยจับมือ ร้อนนะเนี่ย...คนก็เบียดกันเยอะแยะเดินไม่สะดวกด้วย กลัวชาวบ้านเค้าไม่รู้เหรอ..ว่า่เราเป็นแฟนกัน"
แต่มาวันนึง...ผมเอาเรื่องนี้ไปถามผู้หญิงคนนึง..คนที่รักผมและได้คำตอบที่ทำให้ผู้ชายอย่างเราๆ อึ้งไปเหมือนกัน...เธอบอกว่า
"มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อนกว่านั้นมานะคะ มันเป็นเรื่องของความรู้สึก..ความเป็นอันหนึ่งอันเดียว
เวลาจับมือกับคนที่เรารัก..ไม่รู้สึกบ้างเหรอว่ามีกระแสบางอย่างไหลผ่าน
ไม่ใช่แค่ปฏิกริยาทางเคมี..
ไม่ใช่แค่ประจุไฟฟ้า..
แต่เป็นบางอย่างที่ทำให้หัวใจอุ่น
เป็นพลังงานที่มองไม่เห็น..แต่มีอำนาจมหาศาลยากที่จะควบคุมได้
ถ้ามีคนบอกว่าความรักจับต้องไม่ได้...
พี่รู้มั๊ย..มือนี่แหละ...ที่ทำให้เราสัมผัสความรู้สึกคล้ายๆ คำว่า 'รัก' ได้
มันเป็นการบอกรักที่ดีที่สุด..โดยปราศจากคำพูด"
ผมอึ้งไปพักนึง..แล้วถามต่อว่า...
"แล้วไม่อึดอัดเหรอ...ถ้าต้องมาเดินจับมือกับตลอดแบบนี้อ่ะ"
เธออธิบายต่อว่า..
"ถ้ามีผู้หญิงซักคนมาจับมือด้วยความรักแล้วล่ะก็..
พี่เชื่อเถอะค่ะว่าผู้หญิงคนนั้นไม่ได้ต้องการแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของให้คนที่เธอรักต้องอึดอัด
ตราบใดที่ผู้ชายคนไหนยังมองว่า 'มือคือโซ่ตรวน' ผู้ชายคนนั้นก็จะไม่มีวันรู้สึกได้ถึงประจุไฟฟ้าอ่อนๆ ที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ
และต่อให้พูดคำว่า 'รัก' ข้างหูซักกี่ครั้ง..ก็จะไม่มีวันเข้าใจ"
หลังจากได้ฟังเหตุผลจากผู้หญิงตัวเล็กๆ วันนั้น...ผมก็ได้เข้าใจแล้วครับว่า..ผมควรจะเอามือไปวางไว้ที่ไหน
ถ้าจับแน่นเกินไป...เราก็จะอึดอัด..หายใจไม่ออก...และก็อยากที่จะปล่อยมือซักวันหนึ่ง
ถ้า่จับหลวมเกินไป...เหตุการต่างๆ ที่พัดผ่านเข้ามาตรงกลางระหว่างเรา..มันก็อาจทำให้มือเราหลุดออกจากกันโดยไม่ยาก

แต่...ถ้าเราจับกันด้วยความพอดี...
ไม่แน่นเกินไปจนอึดอัด..
ไม่หลวมเกินไปจนเปาะบาง..
ให้พอมีที่ว่างให้กับความเป็น 'ส่วนตัว' ของกันและกันบ้าง
มันก็จะทำให้คนสองคน..เดินไปบนเส้นทางชีวิตด้วยกันได้อย่างเข้าใจและมีความสุข
แล้วเพื่อนๆ ล่ะครับ...จับมือคนที่เรารักครั้งสุดท้าย...เมื่อไหร่ครับ??

edit @ 6 Jan 2009 09:23:01 by BlackWriting

edit @ 6 Jan 2009 09:23:53 by BlackWriting

มมีเกมอยู่เกมนึงน่าสนใจมาก ผมเลยลองติดตั้งเพื่อเล่นดู เกมดังกล่าวมีชื่อว่า “Civilization IV” เป็นเกมสร้างอารยธรรมที่มีกราฟิกสวยดี เนื้อเรื่องก็ดี รายละเอียดก็ดี ผมเล่นหลายรอบมาก เล่นซ้ำ ๆ หลาย ๆ ครั้งเพื่อหารายละเอียดที่แตกต่างกัน
ผมพยายามจะลองเล่นเกมนี้ในทุก ๆ รูปแบบ ไม่เว้นแม้กระทั่งการโกงมัน (เพราะมันเปิดให้โกงได้) ผมโกงมันทุกวิถีทาง จึงทำให้ได้ข้อสรุปที่ไม่มีทางหาได้ หากผมเล่นเกมนี้แบบปรกติตรงไปตรงมา โดยข้อสรุปที่ได้มีดังนี้คือ..
  • สุดท้ายแล้วประเทศที่มีพื้นที่มากที่สุด จะกลายเป็นอภิมหาอำนาจในที่สุด
    ประเทศที่นำโด่งด้านความมั่งคั่งและเทคโนโลยีมาโดยตลอด จะถูกประเทศที่มีพื้นที่มากกว่าแซงนำในทุก ๆ ด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • ประเทศที่ใหญ่กว่าจะไม่เกรงกลัวประเทศที่เล็กกว่า ถึงแม้ประเทศที่เล็กกว่าจะมีความมั่งคั่งหรือเทคโนโลยีสูงกว่าเพียงใดก็ตาม
  • ต่อให้เราเป็นประเทศที่ใหญ่ที่สุด แต่ถ้าหากเราถูกรุมตี เราก็มีโอกาสค่อย ๆ พ่ายแพ้ได้เช่นกัน
    การทำสงครามเป็นการขยายอำนาจที่มีต้นทุนแพงที่สุด แต่การขยายอำนาจด้วยวัฒนธรรมถึงแม้จะได้ผลชะงัดและใช้ต้นทุนต่ำ แต่ก็กินระยะเวลายาวนานอักโข
  • การพื้นที่ของประเทศไม่ใหญ่โตมากนัก แต่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่, วิศวกรผู้ยิ่งใหญ่, ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่, นักบวชผู้ยิ่งใหญ่ และ พ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ จะช่วยส่งเสริมให้ประเทศมีเทคโนโลยีก้าวหน้า, มีกำลังการผลิตเหลือเฟือ, มีวัฒนธรรมแผ่ขยาย และมีความมั่งคั่งล้นเหลือ มากกว่าการมีพื้นที่มากมาย แต่ไม่มีบุคคลที่ยิ่งใหญ่กว่าเป็นไหน ๆ

ผมไม่ได้มาชวนเล่นเกมส์นะครับ...แต่กำลังจะเสนอมุมมองบางอย่าง สมมุตินะครับว่าประเทศแต่ละประเทศคือองค์กรๆ หนึ่ง พื้นที่ของประเทศเปรียบเหมือนพื้นที่ทางการตลาด งั้นเรามาดูข้อสรุปกันใหม่นะครับ...
  • สุดท้ายแล้วองค์กรที่มีพื้นที่ทางการตลาดมากที่สุด จะกลายเป็นอภิมหาอำนาจในที่สุด
    องค์กรที่นำโด่งด้านความมั่งคั่งทางการเงินและเทคโนโลยีมาโดยตลอด จะถูกองค์กรที่มีพื้นที่ทางการตลาดมากกว่าแซงนำในทุก ๆ ด้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
  • องค์กรที่ฐานลูกค้าใหญ่กว่าจะไม่เกรงกลัวองค์กรที่ฐานลูกค้าเล็กกว่า ถึงแม้องค์กรที่ฐานลูกค้าเล็กกว่าจะมีความมั่งคั่งทางการเงินหรือเทคโนโลยีสูงกว่าเพียงใดก็ตาม
  • ต่อให้เราเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุด แต่ถ้าหากเราถูกรุมโจมตีแย่งส่วนแบ่งทางการตลาด เราก็มีโอกาสค่อย ๆ พ่ายแพ้ได้เช่นกัน
  • การทำสงครามโดยการใช้สื่อเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายหรือการตลาดแบบเชิงรุก เป็นการขยายอำนาจทางการตลาดที่มีต้นทุนแพงที่สุด แต่การขยายอำนาจทางการตลาดด้วยวัฒนธรรมโดยยึดฐานลูกค้าเดิมและใช้คุณภาพของสินค้าเป็นการตลาดแบบบอกต่อถึงแม้จะได้ผลชะงัดและใช้ต้นทุนต่ำ แต่ก็กินระยะเวลายาวนานอักโข
  • ถึงพื้นที่ทางการตลาดขององค์กรไม่ใหญ่โตมากนัก แต่มีนักวิทยาศาสตร์ผู้ยิ่งใหญ่, วิศวกรผู้ยิ่งใหญ่, ศิลปินผู้ยิ่งใหญ่, นักบวชผู้ยิ่งใหญ่ และ พ่อค้าผู้ยิ่งใหญ่ หรือสรุปก็คือ..มีบุคคลากรที่มีความสามารถ มีความรู้จริงในด้านที่รับผิดชอบ ใจกว้าง มองโลกในแบบที่มันเป็น...(ทั้งหมดนี้มันคือความยิ่งใหญ่) จะช่วยส่งเสริมให้องค์กรมีเทคโนโลยีก้าวหน้า, มีกำลังการผลิตเหลือเฟือ, มีวัฒนธรรมแผ่ขยาย และมีความมั่งคั่งล้นเหลือ มากกว่าองค์กรที่มีพื้นที่ทางการตลาดมากมาย แต่ไม่มีบุคคลากรที่ยิ่งใหญ่กว่าเป็นไหน ๆ
กมส์..มันก็เอามาจากชีวิตจริงซะ 80% แหละครับ ส่วนอีก 20% เป็นส่วนที่เพิ่มเติมเพื่อให้ความสนุก...(ประมาณนิยาย "สามก๊ก" กับพงศวดาร "สามก๊ก" จริงๆ มันไม่เหมือนกัน...ลองอ่านดูสิครับ) แต่เกมส์...มันยังโกงเพื่อหาข้อสรุปทั้งหมดออกมาเพื่อวางแผนได้...แต่กับธุรกิจจริงๆ มันโกงไม่ได้สิครับ เรื่องบางอย่างพลาดแล้วกลับมาแก้ไขใหม่ได้ ส่วนเรื่องบางอย่างพลาดแล้วพลาดเลยกว่าจะกลับมาได้อีกคงไม่ต่ำกว่า 5 ปี (Black List ของเครดิตบูโลไงครับ)
มันเป็นแค่มุมมองจากประสพการณ์ของผมเท่านั้นนะครับ...มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นมาช่วงชีวิตการเป็น Outsourcing Software ให้กับธุรกิจใหญ่ๆ และเล็กๆ หลายแห่ง...มันเป็นสิ่งที่ผมพบเห็นมาช่วงชีวิตการทำธุรกิจของผมเอง ที่ได้พบเจอปัญหาการจัดการมากมาย...เลยขออนุญาติเอาสิ่งต่างๆ เหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังกัน
วันเพ็ญ..เดือนสิบสอง น้ำคะนอง...เต็มตลิ่ง   สวัสดีวันลอยกระทงค๊าบบบบ ... ช่วงนี้ก็มีสถานที่หลายแห่ง จัดงานเพื่อให้ประชาชนไปลอยกระทงกันมากมาย ก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมดีๆ ในหน้าหนาวให้ได้ออกมาพบปะ เที่ยวต่อ แล้วก็สังสรรค์ด้วยกัน ... ผมเลยถือโอกาสนี้นำเอาประวัติประเพณีลอยกระทงนี้ มานำเสนอกันซะเลย
ความเป็นมา...ประเพณีลอยกระทง ตรงกับวันเพ็ญ (วันขึ้น 15 ค่ำ) เดือน 12 (ตามปฏิทินทางจันทรคติ) ประมาณเดือนพฤศจิกายน ประเพณีนี้กำหนดขึ้นเพื่อเป็นการสะเดาะเคราะห์และขอขมาต่อแม่พระคงคา บางหลักฐานเชื่อว่าเป็นการบูชารอยพระพุทธบาทที่ริมฝั่งแม่น้ำนัมทามหานที และบางหลักฐานก็ว่าเป็นการบูชาพระอุปคุตอรหันต์หรือพระมหาสาวก สำหรับประเทศไทยประเพณีลอยกระทงได้กำหนดจัดในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณที่ติดกับแม่น้ำ ลำคลอง หรือ แหล่งน้ำต่าง ๆ ซึ่งแต่ละพื้นที่ก็จะมีเอกลักษณ์ที่น่าสนใจแตกต่างกันไป
พูดถึงงานมอเตอร์โชว์..เราก็ต้องนึกถึงพริสตี้.....พอพูดถึงงานลอยกระทง..เราก็ต้องนึกถึงนางนพมาศใช่มั๊ยครับ...^0^ นางนพมาศเป็นใคร?? ทำไมต้องเป็นนางนพมาศ..ทำไมไม่เป็นนางสาวนพมาศ หรือเธอจะแต่งงานแล้ว?? ถ้าแต่งงานแล้ว..สามีเธอยังจะให้มาเดินสวยเป็นอาหารตาของหนุ่มๆ บ้านอื่นอีกเหรอ?? ....มันเป็นคำถามที่ผมสงสัยมาแต่เด็ก .. งั้นมาดูประวัติจริงของนางนพมาศกัน...
นางนพมาศ เป็นธิดาของพระศรีมโหสถกับนางเรวดี
 
บิดาเป็นพราหมณ์ปุโรหิตในสมัยพระยาเลอไท นางนพมาศได้ถวายตัวเข้ารับราชการในสมัยพระมหาธรรมราชาลิไท ในยุคสุโขทัย เป็นที่โปรดปรานจนได้เป็นสนมเอกตำแหน่งท้าวศรีจุฬาลักษณ์
 
นางนพมาศได้เขียนตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ขึ้นเพื่อเป็นหลักประพฤติปฏิบัติตนในการเข้ารับราชการของนางสนมกำนัลทั้งหลาย
 
เรื่องนี้แต่งด้วยร้อยแก้วแต่มีคำประพันธ์ลักษณะเป็นกลอนดอกสร้อยแทรกอยู่บ้าง ซึ่งมีการสันนิษฐานว่าแต่งขึ้นใหม่ในมัยรัตนโกสินทร์ เพราะภาษาที่ใช้แตกต่างจากภาษาที่ใช้ในวรรณคดีที่แต่งในยุคเดียวกันคือ คือศิลาจารึกหลักที่ 1 และ ไตรภูมิพระร่วง
 
เนื้อเรื่องในตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์ กล่าวถึงประเพณีต่างๆ ของไทย
 
เช่น การประดิษฐ์ พานหมากสองชั้นรับแขกเมือง การประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) เพื่อใช้ในพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) ซึ่งประเพณีนี้ได้สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ตำรับท้าวศรีจุฬาลักษณ์เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า หนังสือนางนพมาศ
 
และนางนพมาศได้ทำคุณงามความดีเป็นที่โปรดปรานของพระร่วง มีอยู่ 3 ครั้ง ดังนี้
 
ครั้งที่ 1 เข้าไปถวายตัวอยู่ในวังได้ห้าวัน ก็ถึงพระราชพิธีจองเปรียงลอยพระประทีป (ลอยกระทง) นางได้คิดประดิษฐ์โคมลอยรูปดอกกระมุท (ดอกบัว) มีนกเกาะดอกไม้สีสวยๆ ต่างๆ กัน เป็นที่โปรดปรานของพระร่วงมาก
 
ครั้งที่ 2 ในเดือนห้ามีพิธีคเชนทร์ศวสนาน เป็นพิธีชุมนุมข้าราชการทุกหัวเมือง มีเจ้าประเทศราชขึ้นเฝ้าถวายเครื่องราชบรรณาการด้วย ในพิธีนี้พระเจ้าแผ่นดินทรงรับแขกด้วยเครื่องหมากพลู  นางนพมาศได้คิดประดิษฐ์พานหมากสองชั้นร้อยกรองด้วยดอกไม้งดงาม พระร่วงทรงโปรดปรานและรับสั่งว่า ต่อไปผู้ใดจะทำการมงคลก็ดี รับแขกก็ดี  ให้ใช้พานหมากรูปดังนางนพมาศประดิษฐ์ขึ้น ซี่งเป็นต้นเหตุของพานขันหมากเวลาแต่งงาน ซึ่งยังคงใช้จนถึงปัจจุบัน
 
ครั้งที่ 3 นางได้ประดิษฐ์พนมดอกไม้ถวายพระร่วงเจ้าเพื่อใช้บูชาพระรัตนตรัย พระร่วงทรงพอพระทัยในความคิดนั้น ตรัสว่าแต่นี้ต่อไปเวลามีพิธีเข้าพรรษาจะต้องบูชาด้วยพนมดอกไม้กอบัวนี้
 
นางนพมาศเป็นบุคคลที่ได้สมญาว่า "กวีหญิงคนแรกของไทย" ดังเช่นที่เขียนไว้ว่า "ทั้งเป็นสตรี สติปัญญาก็น้อยกว่าบุรุษ แล้วก็ยังอ่อนหย่อนอายุ กำลังจะรักรูปและแต่งกาย ซึ่งอุตสาหะพากเพียร กล่าวเป็นทำเนียบไว้ ทั้งนี้เพื่อหวังจะให้สตรีอันมีประเภทเสมอด้วยตน พึงให้ทราบว่าข้าน้อยนพมาศ กระทำราชกิจในสมเด็จพระร่วยงเจ้ากรุงมหานครสุโขทัย ตั้งจิตคิดสิ่งซึ่งเป็นการควรกับเหตุ ถูกต้องพระราชอัชฌาสัยพระเจ้าอยู่หัว ก็ได้ปรากฎชื่อแสียงว่าเป็นสตรีนักปราชญ์ ฉลาดในวิชาช่างอยู่ชั่วกัลปาวสาน " ... นี่คือนางนพมาศ สนมเอกของสมเด็จพระร่วงเจ้า
ค่ำคืนนี้...ขอให้มีความสุขในการลอยกระทงกับครอบครัวและคนที่คุณรักกันถ้วนหน้านะครับ...อ้อ!! วันนี้ตำรวจเค้าตรวจเข้มตามม่านรูดทุกแห่งนะครับ...ฉะนั้น..ระวังๆ (แล้วการใช้บริการม่านรูดมันเกี่ยวไรกับงานลอยกระทงล่ะ...แต่สมัยนี้มันก็มาคู่กันไปแล้ว...เฮ้อ)

edit @ 12 Nov 2008 09:14:02 by BlackWriting

edit @ 12 Nov 2008 09:15:04 by BlackWriting